MENUMENU

คณะรัฐมนตรี คณะที่ ๓๒


คณะรัฐมนตรี คณะที่ ๓๒
จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี
ตั้งแต่วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๕ – ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
แถลงนโยบาย เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๑๕

คำแถลงนโยบายของรัฐบาล*

ท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ
ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ และข้าพเจ้าได้จัดตั้งคณะรัฐบาลซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ แล้วนั้น
บัดนี้คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินโดยยึดถือหลักการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ การเสริมสร้างความมั่นคงและพัฒนาการทางเศรษฐกิจการเคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนความเป็นธรรมในสังคม
เป็นมูลฐานจึงขอแถลงนโยบายเพื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบพอสังเขป ดังต่อไปนี้
๑. รัฐบาลนี้เชื่อมั่นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับความต้องการของประเทศไทย ฉะนั้นรัฐบาลนี้จะจัดการทุกอย่างเพื่อให้การปกครองระบอบนี้ได้ดำเนินไปด้วยความราบรื่นและ
สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางการเมืองของประเทศไทยโดยเฉพาะจะเทิดทูนพระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์ไว้เป็นที่เคารพสักการะอันสูงยิ่งตลอดไป
๒. รัฐบาลนี้เชื่อมั่นว่าความมั่นคงของประเทศชาติเป็นรากฐานอันสำคัญยิ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงและพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และความเป็นธรรมในสังคมฉะนั้นรัฐบาลนี้จะปฏิบัติการทุกอย่างเพื่อให้ประเทศไทยดำรงอยู่ด้วยความมั่นคงโดยจะ
ตระเตรียมสรรพกำลังของชาติตามกำลังเศรษฐกิจให้อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมที่จะป้องกันราชอาณาจักรและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศตลอดจนความปลอดภัยของประชาชนจะจัดการคุ้มครองป้องกันให้ประชาชนได้ประกอบอาชีพโดยปราศจากความระแวงภัย
๓. รัฐบาลนี้จะดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศโดยยึดหลักคติธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ และดำเนินนโยบายโดยอิสระ เพื่อผดุงรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย นอกจากนั้น รัฐบาลนี้จะยึดมั่นในหลักแห่งกฎบัตรสหประชาชาติจะร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ จะรักษาไว้ซึ่งสิทธิและปฏิบัติตามพันธกรณีอันมีตามสนธิสัญญาหรือ
ความตกลงที่ได้ทำไว้กับประเทศทั้งหลายตามหลักแห่งความเสมอภาคและจะส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับทุกประเทศที่ไม่แสดงความมุ่งร้ายต่อประเทศไทย
๔. รัฐบาลนี้จะดำเนินการพัฒนาประเทศ โดยยึดเป็นหมายและนโยบายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหลัก และจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อเพิ่มกำลังผลิตของประเทศและรายได้ประชาชาติ เพื่อยกระดับมาตราฐานการครองชีพ และรายได้ของประชาชน กับจะส่งเสริมให้ประชาชนได้รับผลจากการพัฒนาอย่างเสมอภาคและทั่วถึงยิ่งขึ้น
๕. รัฐบาลนี้จะส่งเสริมการเกษตรอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนชาวไทยให้มีประสิทธิภาพในการผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยจะช่วยเหลือเกษตรกรในด้านวิชาการและช่วยให้มีตลาดสำหรับจำหน่ายผลิตผลในราคาที่เป็นธรรมและเหมาะสม
๖. รัฐบาลนี้จะส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิต และจะส่งเสริมการลงทุนเพื่อการอุตสาหกรรมให้กว้างขวางต่อไป ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนมีงานทำเพิ่มมากขึ้น และเป็นการช่วยลดความเสียเปรียบในด้านดุลย์การค้าและดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ
๗. รัฐบาลนี้จะปรับปรุงและขยายกิจการด้านการขนส่งและสื่อสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
๘. รัฐบาลนี้จะส่งเสริมกิจการค้าทั้งภายใน และภายนอกประเทศให้สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลจะพยายามรักษาและขยายตลาดในต่างประเทศ และจะดำเนินการแก้ไขดุลย์การค้าที่ประเทศไทย
เสียเปรียบอยู่กับบางประเทศ
๙. รัฐบาลนี้จะจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยจะปรับปรุงและส่งเสริมทั้งในด้านการศึกษาสามัญ อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาทั้งจะสนับสนุนให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมให้การศึกษาทุกระดับแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น
๑๐. รัฐบาลนี้จะส่งเสริมการอนามัยของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นโดยจะถือหลักการขจัดและป้องกันเป็นสำคัญ ในด้านการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย รัฐบาลนี้จะเร่งรัดการผลิตแพทย์พยาบาลและผู้มีอาชีพอันเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้มากขึ้นรวมทั้งจะสนับสนุนให้มีแพทย์ประจำในส่วนภูมิภาคมากยิ่งขึ้น
๑๑. รัฐบาลนี้ถือว่าความผาสุกของประชาชนชาวไทยเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในการบริหารประเทศ ฉะนั้น รัฐบาลนี้จะปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการสาธารณูปโภค และบริการสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดีโดยทั่วถึงกันในการนี้จะส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐบาลในการดำเนินงานด้านบริการสาธารณะมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ความเจริญของประเทศชาติ
๑๒. รัฐบาลนี้ถือว่าเสถียรภาพทางการเงินเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ฉะนั้น รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินตรา จะปรับปรุงวิธีการงบประมาณให้สามารถสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสม และจะควบคุมการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินให้เป็นไปโดยประหยัดเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ประเทศชาติ และอำนวยความผาสุกแก่ประชาชนอย่างแท้จริง
๑๓. รัฐบาลนี้จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักนิติธรรม จะเคารพในอำนาจอิสระของศาลยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี จะส่งเสริมสถาบันตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมให้มีมาตราฐาน และประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น
๑๔. รัฐบาลนี้ถือว่าความสามัคคีภายในชาติเป็นรากฐานสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาประเทศ ฉะนั้น สิ่งใดที่จะก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นภายในชาติแล้วรัฐบาลจะขจัดให้หมดสิ้นไปโดยเด็ดขาด และจะปฏิบัติการทุกอย่างเพื่อเสริมสร้างและรักษาความสามัคคีภายในชาติไทยให้เข้มแข็งมั่นคง
ตามนโยบายที่ได้แถลงมานี้ รัฐบาลเชื่อว่าจะสามารถสนองความต้องการของประชาชนเสริมสร้างความเจริญและความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ ฉะนั้น จึงหวังว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะให้การสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลด้วยดี เพื่อรัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศไปด้วยความราบรื่น เสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ประเทศชาติ และอำนวยความผาสุกให้แก่ประชาชนได้
อย่างเต็มที่

*รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๑๕๘ วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ ธันวาคม  พุทธศักราช ๒๕๐๖ หน้า ๘๘๙ – ๘๙๑