MENUMENU

คณะรัฐมนตรี คณะที่ ๒๙


คณะรัฐมนตรี คณะที่ ๒๙ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี
ตั้งแต่วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ – ๘ ธันวาคม ๒๕๐๖
แถลงนโยบาย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒

คำแถลงนโยบายของรัฐบาล*
ท่านประธานสภา และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ

               แม้ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรมิได้กำหนดให้มีการแถลงนโยบายและไม่มีการลงมติไว้วางใจแต่เพื่อประโยชน์ในการบริหารประเทศชาติร่วมกันข้าพเจ้าจึงยินดีที่จะชี้แจงนโยบายของรัฐบาลคณะนี้ให้ท่านรับทราบไว้ในวาระแรกเพื่อประโยชน์และความเข้าใจอันดีร่วมกันต่อไปหากว่าท่านข้องใจอยากทราบรายละเอียดประการใดข้าพเจ้าก็ยินดีที่จะชี้แจงให้ท่านรับทราบและเข้าใจทุกประการตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ และข้าพเจ้าได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งตามพระบรมราชโองการลงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ แล้วนั้นคณะรัฐบาลนี้พร้อมแล้วที่จะบริหารราชการต่อไปจึงขอแถลงนโยบายเพื่อโปรดทราบ ณ บัดนี้

ย่อมเป็นที่เข้าใจกันแล้วว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะได้ร่างรัฐธรรมนูญสำหรับการปกครองประเทศขึ้นใหม่ เมื่อร่างเสร็จจนถึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้วก็จะได้มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ตามรูปการในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นต่อไปรัฐบาลนี้คงจะมีเวลาบริหารประเทศชั่วระยะเวลาจำกัดจึงได้วางหลักการในการบริหารประเทศไว้เป็น ๒ ประการคืองานใดที่อาจจะดำเนินการให้ลุล่วงไปในสมัยเวลาที่บริหารราชการอยู่ก็จะได้เร่งรัดให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว การใดจะต้องใช้เวลายาวนานก็จะได้วางโครงการขึ้นเพื่อรัฐบาลต่อ ๆ ไป จะได้อาศัยเป็นแนวดำเนินการต่อไปได้

อย่างไรก็ดีการที่คณะปฏิวัติต้องเข้ายึดอำนาจการปกครองก็ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะหาวิถีทางอันเหมาะสมในการนำประเทศไปสู่ความเจริญมิใช่มุ่งหมายแต่เพียงว่าจะให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญปกครองประเทศเสียใหม่เท่านั้นหากแต่เห็นว่าการที่จะบริหารประเทศไทยในรูปเดิมนั้นยังมีอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้าของประเทศอยู่อีกนานาประการจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงกันใหม่ทุกด้านทุกมุมเฉพาะอย่างยิ่งจักรกลในการบริหารประเทศจะต้องให้อยู่ในรูปอันเหมาะสมจริง ๆ รัฐบาลจึงจะสามารถบริหารประเทศให้ถึงซึ่งความเจริญได้ดังนั้นรัฐบาลจึงถือว่ามีภาระกิจอันสำคัญยิ่งที่จะต้องรีบปรับปรุงรูปการบริหารประเทศให้เหมาะสมเป็นอันดับแรกก่อนกิจการอื่นใดทั้งสิ้น

อนึ่ง นโยบายของคณะปฏิวัติซึ่งได้ประกาศไปแล้วนั้นรัฐบาลนี้จะได้ดำเนินตามต่อไปให้เป็นผลประโยชน์แก่ประเทศอย่างแท้จริง เช่น การส่งเสริมการอุตสาหกรรมภายในประเทศการเลิกสูบฝิ่นและค้าฝิ่นในประเทศไทย ฯลฯ เป็นต้น

ในการบริหารประเทศในครั้งนี้รัฐบาลนี้เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องแก้ไขและปรับปรุงการเศรษฐกิจของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นอันดับที่หนึ่งทั้งนี้ก็เพื่อให้มีรายได้ที่แท้จริงสูงขึ้นซึ่งจะทำให้ระดับการครองชีพของประชาชนสูงขึ้นด้วย ฉะนั้นรัฐบาลจะได้ปรับปรุงการคลังและการเงินของประเทศดำเนินการส่งเสริมการเกษตรกรรม การสหกรณ์ การอุตสาหกรรม และการค้าตลอดจนการคมนาคมให้ก้าวหน้า เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

รัฐบาลนี้จะได้สนใจเป็นพิเศษในการศึกษาของเยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในวันหน้าโดยจะได้ดำเนินการให้เยาวชนได้รับทั้งวิทยาการและจริยศึกษาควบคู่กันไปจะได้จัดตั้งสภาการศึกษาแห่งชาติขึ้น และให้ความอนุเคราะห์ตามความจำเป็น

รัฐบาลจะได้ดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนในชาติมีศีลธรรม วัฒนธรรมและอนามัยอันดีรวมทั้งดำเนินการพัฒนาการท้องถิ่นด้วย เพื่อยังความสงบเรียบร้อยและความผาสุกของประชาชน
สำหรับในด้านการทหารนั้น รัฐบาลนี้จะคงรักษาระดับอัตราปัจจุบันไว้แต่จะเร่งรัดปรับปรุงในทางการฝึก การศึกษา และในทางอาวุธยุทธภัณฑ์เพื่อให้เป็นกำลังทัพที่มีสมรรถภาพสูงขึ้นและจะแก้ไขความขาดแคลนในทางสวัสดิการของทหารให้สมบูรณ์ขึ้น

นอกจากนั้น รัฐบาลนี้ขอยืนยันว่า

๑. จะเทอดทูนพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของชาติตลอดไป

๒. จะบริหารประเทศโดยยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย และเคารพในสิทธิของมนุษยชนการใดอันจะอำนวยความผาสุกแก่ประชาชนรัฐบาลจะได้ปฏิบัติการโดยเฉียบขาดเพื่อประโยชน์ที่ว่านั้น

๓. จะรักษาไว้ซึ่งสิทธิและปฏิบัติตามหน้าที่อันมีตามสนธิสัญญากับประเทศทั้งหลายเฉพาะอย่างยิ่งจะยึดมั่นในอุดมการณ์ร่วมกันตามสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

๔. จะยึดมั่นในหลักแห่งกฎบัตรสหประชาชาติและส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศตามหลักสันติซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความยุติธรรม ความผาสุกของประชาชนและความมั่นคงของประเทศและถือว่าความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันโดยใกล้ชิดระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่เป็นมิตรโดยเฉพาะประเทศในภาคพื้นอาเชียตะวันออกเฉียงใต้จะช่วยธำรงไว้ซึ่งสันติสุขในภาคพื้นส่วนนี้ของโลก

ในส่วนที่เกี่ยวแก่การช่วยเหลือจากต่างประเทศนั้นรัฐบาลนี้จะพิจารณาเท่าที่เห็นจำเป็นโดยที่จะไม่ให้กระทบถึงอำนาจอธิปไตยของประเทศชาติ อย่างไรก็ดีรัฐบาลมีเจตนาที่แท้จริงที่จะทำให้ประเทศไทยอยู่ในฐานะช่วยตัวเองได้อย่างกว้างขวางที่สุดที่จะทำได้

ในที่สุดขอเรียนว่าที่ข้าพเจ้าได้อาสาเข้ามาแก้ไขวิกฤตกาลของชาติในครั้งนี้และเท่าที่ได้ปฏิบัติไปแล้ว คงจะเป็นประจักษ์พยานในความซื่อสัตย์สุจริตและความหวังดีต่อประเทศชาติของข้าพเจ้าอยู่แล้วฉะนั้นแม้คำแถลงนโยบายของข้าพเจ้าจะไม่ละเอียดยืดยาวอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา ก็ขอได้โปรดเชื่อมั่นว่าพร้อมกับนโยบายที่แถลงแล้วนั้นข้าพเจ้ายังได้มอบชีวิตจิตใจและคณะรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลนี้เป็นเดิมพันเพื่อสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติและอำนวยความผาสุกให้แก่ประชาชนจนถึงที่สุดให้จงได้

*รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๒ หน้า ๑๙ – ๒๑