MENUMENU

ลำดับความเป็นมาของคณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 57


 (๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ – ๘ กันยายน ๒๕๕๑)

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศ นายยงยุทธ ติยะไรรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๒๗ ง)
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ดังนี้

๑. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

๒. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

๓. นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

๔. นายสหัส บัณฑิตกุล

เป็นรองนายกรัฐมนตรี

๕. พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์

เป็นรองนายกรัฐมนตรี

๖. นายสุวิทย์ คุณกิตติ

เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

๗. นายชูศักดิ์ ศิรินิล

เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

๘. นายจักรภพ เพ็ญแข

ป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

๙. นายสมัคร สุนทรเวช

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกระกลาโหม อีกตำแหน่งหนึ่ง

๑๐. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

๑๑. ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

๑๒. นายนพดล ปัทมะ

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

๑๓. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

๑๔. นายสุธา ชันแสง

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์

๑๕. นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

๑๖. นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

๑๗. นายธีระชัย แสนแก้ว

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

๑๘. นายสันติ พร้อมพัฒน์

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

๑๙. นายทรงศักดิ์ ทองศรี

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

๒๐. นายอนุรักษ์ จุรีมาศ

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

๒๑. นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๒๒. นายมั่น พัธโนทัย

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

๒๓. พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

๒๔. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

๒๕. พันตำรวจโท บรรยิน ตั้งภากรณ์

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

๒๖. ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

๒๗. นายสุพล ฟองงาม

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

๒๘. นายสิทธิชัย โควสุรัตน์

เป็นรัฐมนตีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

๒๙. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

๓๐. นางอุไรวรรณ เทียนทอง

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

๓๑. นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

๓๒. นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

๓๓. นายบุญลือ ประเสริฐโสภา

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

๓๔. นายพงศกร อรรณนพพร

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

๓๕. นายไชยา สะสมทรัพย์

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

๓๖. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีชุดที่ ๕๗ มีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๙๘ ง)

รัฐมนตรีลาออก

นายสุธา ชันแสง

ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๘๖ ง)
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังนี้

๑. ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

  . ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี

๑.นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์

๒.นายวิชาญ มีนชัยนันท์

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๙๙ ง)
รัฐมนตรีลาออก

นายจักรภพ เพ็ญแข

ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑  (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๑๒๓ ง)
รัฐมนตรีลาออก

นายนพดล ปัทมะ

ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๑๒๓ ง)
แต่งตั้งรัฐมนตรี

นายเตช บุนนาค

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๑ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๑๕๐ ง)
รัฐมนตรีลาออก

นายเตช บุนนาค

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๑๓๔ ง)
ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังนี้

๑. พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี 
 

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

นายสุวิทย์ คุญกิตติ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

นายวิรุฬ เตชะไพลูลย์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

นายสิทธิชัย โควสุรัตน์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

นายอนุสรณ์ วงศ์สรรณ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๒. ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี

พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ

เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายมั่น พัธโนทัย

เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายพิชัย นริพทะพันธ์

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์

นายไชยา สะสมทรัพทย์

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายประสงค์ โฆษิตานนท์

เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๑   (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๑๕๑ ง) แต่งตั้งรัฐมนตรี

นายสาโรจน์ ชวนะวิรัช

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

หมายเหตุ คณะรัฐมนตรีคณะนี้สิ้นสุดลง เนื่องจากศาลมีคำวินิจฉัย ให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ กรณีไปจัดรายการ ชิมไปบ่นไป และรายการยกโขยง ๖ โมงเช้า มีผลตั้งแต่วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาการณ์จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ต่อ